เรามีความผูกพันกับยายมาตั้งแต่เด็กๆ ใครๆก็เคยมีแหละเนอะ  ใครบ้างไม่มียาย  แต่ยายเราแปลกนะเพราะยายไม่ได้เป็นยายแต่ยายเป็นย่า  เป็นย่าแล้วเรียกยายทำไม  นั่นสิเนอะ…งงไหม  มันมีที่มาที่ไปเดี๋ยวเล่าให้ฟัง

ย่าแท้ๆของเราก็คือแม่ของพ่อใช่ป๊ะ  พอคลอดพ่อเราออกมาได้ไม่นานท่านก็เสีย ยายก็เลยเอาพ่อเรามาเลี้ยงเพราะแม่แท้ๆตายแล้ว ยายที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหน  ซึ่งก็คือพี่สาวแท้ๆของปู่แท้ๆเราเอง… งงล่ะสิ ตอนเด็กๆเราก็เคยงงนะ สรุปว่าคนที่เราเรียกว่า ยาย เค้าก็เป็นพี่สาวแท้ๆของปู่แท้ๆ ซึ่งตามหลักแล้วก็คือย่านั่นแหละ  แต่ยายชอบให้เรียกว่ายาย  เพราะเรียกย่ามันไม่สนิท  เรียกยายจะทำให้มีความสนิทสนมมากกว่าย่า…สนิทกว่ายังไง  เกี่ยวไหม ไม่เกี่ยวเนอะ….แต่มันเป็นเหตุผลที่แม่บอกว่ายายพูดแบบนี้จริงๆ

ที่บอกว่าตอนเด็กเราก็งงเล็กน้อยในชั่วโมงเรียนวิชาอะไรสักอย่างจำไม่ได้  แต่บทนั้นเค้าสอนเรื่องความสัมพันธ์ภายใรครอบครัว  แม่ของแม่เรียกยาย แม่ของพ่อเรียกย่า พ่อของพ่อเรียกปู่ พ่อของแม่เรียกตา  เคยเรียนกันเปล่า ก็จะไม่งงได้ไงก็ที่บ้านเราเรียกไม่เหมือนที่ครูสอนเลยอ่ะ เพราะพ่อของพ่อต้องเรียกปู่ แต่เราเรียกตา  แม่ของพ่อต้องเรียกย่าแต่เราเรียกยาย  พ่อของแม่ต้องเรียกตาแต่เราเรียกพ่อใหญ่ แล้วก็แม่ของแม่ครสอนเรียกยายแต่ที่บ้านเราเรียกแม่ใหญ่

ยายเราเป็นคนพิเศษมากคนอะไรจะเก่งไปทุกอย่างยายเก่งทุกอย่างจริงๆนะ  ทำเป็นหมดทุกอย่าง  เป็นนักวางแผน  นักอ่านใจคน นักลงทุน  นักประดิษฐ์  นักคิด คือเป็นซุปเปอร์ยายก็แล้วกัน  แถวบ้านใครไม่รู้จักยายครึ้มให้เหยียบเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

ยายรู้ไหมตอนนี้หลานสาวสุดที่รักแต่งงานมาอยู่เมืองนอกแล้วนะ  หลานสาวอีกคนก็อยู่อังกฤษเมืองผู้ดีนะยาย หลานชายคนที่สามก็ได้รับทุนเรียนต่อกำลังจะบินไปเรียนในระดับปริญญาเอกที่อเมริกาโน่นแหนะ หลานชายสุดที่รักคนสุดท้องคงไม่ต้องห่วงมากเพราะตอนนี้มีแฟนแล้วและแฟนก็เป็นคนดี  คอยส่งเสริมสนับสนุนหลานของยายในทางที่ดี และตอนนี้พวกเรามีใบปริญญามาแปะข้างฝาไว้ให้พ่อกับแม่ดูด้วยนะ อวดชาวบ้านได้แหละเพราะพ่อเอามาติดข้างฝาเหมือนรูปปฏิทินดาราเลย ยายคงเห็นจากบนฟ้าใช่ไหม….รักและคิดถึงยายเสมอนะ..รู้ยัง

 

10565070_10153083781413012_245879067248205060_n

พ่อกับแม่ที่มีรูปรับปริญญาลูกๆเป็นแบล็คกราวด์เหมือนปฏิทินดารา  ติดเต็มข้างฝาไปหมด..เยอะนะบ้านนี้ ขี้อวดด้วย

 

ที่นอร์เวย์จะฉลองคริสมาสต์เร็วกว่าที่อื่นๆ เพราะจะฉลองกันในวันที่ 24 ธันวาคม  คงเป็นเพราะอยู่แถบขั้วโลกเหนือ ซานต้าเลยต้องมาแจกของขวัญก่อนใครๆ เลยฉลองก่อนเพื่อน ^^ เทศกาลคริสมาสเป็นเทศกาลที่เด็กชอบมาก เด็กๆแต่ละคนจะได้ของขวัญมากมาย หลายชิ้น จนแกะไม่หวาดไม่ไหวเลยเชียว พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะช้อปกระจาย เหมือนเป็นวันจ่ายในเทศกาลตรุษจีนยังไงยังงั้นเลย

ช่วงเทศกาลคริสมาสคนส่วนใหญ่ก็จะฉลองกันภายในครอบครัว เรียกได้ว่าเป็นวันรวมญาติวันหนึ่งเลยก็ว่าได้  โดยจะรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งอาหารที่ร่วมรับประทานในเทศกาลคริสมาสก็จะแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ซึ่งมีหลากหลาย ทั้ง Ribbe ออกเสียงว่า ริบบ่ะ (หมูกรอบบ้านเรานี่เอง) โดยเป็นอาหารคริสมาสของภาคกลาง รวมทั้งภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุดของทั้งหมด คิดเป็น 56%เลยทีเดีย (อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย) ริบบ่ะจะเสริฟกับมันฝรั่งต้ม และแครอทต้ม และกะหล่ำปลีดอง

5341962197_8eca9532df_z

ภาพจากอินเตอร์เนต

Pinnekjøtt ออกเสียงว่า พินหน่ะเชิ้ต เป็นซี่โครงแกะอบแห้ง มีกรรมวิธีการปรุงที่พิถีพิถัน รสชาดจะเค็มมาก แต่เราลองกินแล้วก้อร่อยดี ถ้าคนที่ทำไม่ดี ตอนกินอาจจะได้กลิ่นคาวของแกะ ทำให้หายอยากเลยทีเดียว Pinnekjøtt  ก็จะเสริฟพร้อมกับ  puréed rutabag ก็คือมันฝรั่งบดกับหัวrutabag และมันฝรั่งต้ม แถบที่นิยมรับประทานพินหน่ะเชิ้ตในวันคริสมาสก็จะเป็นคนทางตะวันตก ทางเหนือ และภาคตะวันออกบางส่วน คิดเป็น 31%(อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย)  ซึ่งเป็นลำดับที่สอง รองจากริบบ่ะ

download (1)

ถาพจากอินเตอร์เนต

อันดับสามได้แก่ Kalkun คิดเป็น 6% (อ้างอิงข้อมูลจากวิกิพีเดีย) มันก็คือไก่งวงนั่นเอง เป็นประเพณีการกินใหม่ คาดว่าเลียนแบบมาจากประเทศฝั่งอเมริกา โดยคนที่นิยมกินไก่งวงในวันคริสมาสจะเป็นคนในเมืองนั่นเอง โดยจะนำมาอบ แล้วเสริฟพร้อมกับมันฝรั่งต้ม

242331-9-1323558232224

ภาพจากอินเตอร์เนต

อันดับต่อมาก็จะเป็นสเต็กหมุคิดเป็น 4% Lutefisk 2% Torsk และ  Viltstek อย่างละ 1%  ทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้ลองก็เลยไม่รู้ว่าเค้าเสริฟกันยังไง แต่ถ้ามีโอกาสได้ลอง จะมาลงรายละเอียดเพิ่มเติมให้นะจ๊ะ  แต่ได้ยินกิตติศัพท์ของLutefisk  ว่า เอาเรื่องเหมือนกัน เหมือนคนที่ชอบจะชอบมาก คนที่ไม่ชอบจะเกลียดมาก เหมือนคนที่ชอบกินทุเรียนยังไงยังงั้นเลย เพราะคนที่ไม่ชอบก็จะเหม็นมาก เพราะเห็นว่ากรรมวิธีการทำผ่านกระบวนการทางเคมีอะไรสักอย่าง ทำให้เนื้อซึ่งทำจากปลามันจะเป็นหยุ่นๆเหมือนเจลลี่ พร้อมกับกลิ่นที่แปลกประหลาด ไม่แน่ใจว่าถ้ามีโอกาสเราจะกล้าลองหรือเปล่า แต่มีพี่ที่สนิทสนมกันคนนึงแกบอกเป็นอาหารโปรดของแกเลยทีเดียว

คริสมาสปีนี้เราไปกินข้าวที่บ้านพี่สาวของแฟน แต่กินล่าช้าไปหนึ่งวัน เนื่องจากวันที่เค้าฉลองกัน แฟนทำงานเลยต้องไปวันรุ่งขึ้น เก็บรูปมาฝากด้วยนะคะ ตามประสาคนชอบถ่ายรูป และได้เลนส์ใหม่เป็นของขวัญคริสมาสเลยได้ทดลองเลนส์ใหม่ด้วย หวังว่าคงจะชอบกัน

สุขสันต์วันคริสมาสค่ะ ภาษานอร์เวย์จะพูดว่า God Jul ออกเสียงว่า กู๊ ยูน ตัว d จะไม่ออกเสียงนะคะ

_MG_7238 _MG_7241 _MG_7247 _MG_7248 _MG_7256 _MG_7263 _MG_7277 _MG_7278 _MG_7280 _MG_7282 _MG_7291

รูปภาพ  —  Posted: 01/01/2014 in เหตุการณ์ต่างๆ
ป้ายกำกับ:, , , , ,

ไม่รู้ตัวว่าหลงรักการถ่ายรูปตั้งแต่เมื่อไหร่ และดอกไม้ก็เป็นพระเอกในใจตลอดกาล เหมือนโดนต้องมนต์สะกดทุกครั้งจริงๆสิน่า

เริ่มต้นถามชื่อ และแนะนำตัวกันอีกรอบ แต่ครั้งนี้มีประโยคใหม่ เพราะแค่วันเดียวคงยังจำกันไม่ได้ว่าป็นใคร มาจากไหน

เวลาครูถามว่าเพื่อนคนนั้นชื่ออะไร  ถ้าเราไม่รู้ให้ตอบว่า Jeg vet ikke. แล้วก็หันไปถามว่าเพื่อนว่า เธอชื่ออะไร Hva heter du?

พอรู้แล้วว่าเพื่อนชื่ออะไรก็หันไปตอบครู Hun heter Yao. หล่อนชื่อเหยา ฝึกหลายรอบเหมือนกันวันนี้

 

แล้ววันนี้ครูก้พูดว่า Jeg leser og dere skriver. แปลว่า ฉันอ่านและพวกเธอเขียน ภาษานอร์เวย์เรียก

En diktat ก็คือเขียนให้ตามคำบอกนั่นเอง ความยาวหนึ่งย่อหน้า เราเขียนถูกหมดเลย(ก็เรียนมาแล้วเนาะ)

ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก อิอิอิ

Anne kommer fra Norge. Hun snakker engelsk og norsk.

Hun kommer fra Ålesund,men nå bor hun i Oslo.

Pablo kommer ikke fra Norge,han kommer fra Bolivia.

Han snakker ikke engelsk. Jan og Jolanta kommer ikke fra Bolivia.

De kommer fra Polen. De forstår litt norsk.

 

 

เริ่มจากครูแนะนำตัวว่า Jeg heter Harald. Hva heter du? หลายคนก็ งง กันเป็นแถว เพราะส่วนใหญ่มาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปี ยกเว้นเรา

ครูเริ่มชี้และพูดซ้ำอีกรอบ  Jeg heter Harald. Hva heter du? ครูพยายามที่จะช่วย โดยพูดนำว่า Jeg heter……….

หลังจากนั้นทุกคนก็ได้ฝึกแนะนำตัวว่า ชื่ออะไร ไปรอบนึง จากนั้นครูเพิ่มประโยคแนะนำตัวอีกหนึ่งประโยค พร้อมทั้งคำถาม

Jeg heter Harald.   Jeg kommer fra Norge.  Hvor kommer du fra?

ในประโยคนี้แปลได้ว่า ฉันชื่อฮาราล ฉันมาจากประเทศนอร์เวย์ คุณมาากไหน?

เวลาตอบเราก็ต้องตอบว่า Jeg heter……..  Jeg kommer fra………. แปลว่า ฉันชื่อ…….ฉันมาจากประเทศ…..

ในห้องวันนี้มีนักเรียนทั้งหมด 19 คน มาจาก 19 ประเทศเลยทีเดียว ครูบอกว่าเป็นครั้งแรกที่นักเรียนมากันคนละประเทศ แบบไม่ซ้ำเลย

เพื่อนในห้องมีชื่อตามนี้ เริ่มจากตัวเราก่อนแล้วกัน

1. Jeg heter Naruedi. Jeg kommer fra Thailand,men nå bor jeg i Oslo.

2. Hun  heter Celia. Hun kommer fra Brasil,men nå bor jeg i Oslo.

3. Hun heter Yao. Hun kommer fra Kina,men nå bor jeg i Oslo.

4. Hun heter Diana. Hun kommer fra Romania,men nå bor jeg i Oslo.

5. Hun heter Evelyn. Hun kommer fra Peru,men nå bor jeg i Oslo.

6. Han heter Rafael. Han kommer fra Den dominikanske republikk,men nå bor jeg i Oslo.

7. Han heter Cesar. Han kommer fra Portugal,men nå bor jeg i Oslo.

8. Hun heter Yousra. Hun kommer fra Tunisia,men nå bor jeg i Oslo.

9. Han heter Binod. Han kommer fra Nepal,men nå bor jeg i Oslo.

10.Hun heter Tatjana. Hun kommer fra Serbia,men nå bor jeg i Oslo.

11.Han heter Leonado. Han kommer fra Columbia,men nå bor jeg i Oslo.

12.Han heter Omid. Han kommer fra Iran,men nå bor jeg i Oslo.

13.Han heter Pedro. Han kommer fra Spania,men nå bor jeg i Oslo.

14.Hun heter Lillie. Hun kommer fra Japan,men nå bor jeg i Oslo.

15.Hun heter Salwa. Hun kommer fra Sudan,men nå bor jeg i Oslo.

16.Hun heter Marzena. Hun kommer fra Polen,men nå bor jeg i Oslo.

17.Hun heter Zafeta. Hun kommer fra Bosnia,men nå bor jeg i Oslo.

18.Hun heter Tresha. Hun kommer fra Jamaica,men nå bor jeg i Oslo.

19.Han heter John. Han kommer fra India,men nå bor jeg i Oslo.

แล้วก็มีเพื่อนมาเพิ่มอีก 4 คน รวมทั้งหมด 23 คน

20.Hun heter Patricia. Hun kommer fra USA,men nå bor jeg i Oslo.

21.Hun heter Veronika. Hun kommer fra Russland,men nå bor jeg i Oslo.

22.Hun heter Beshink. Hun kommer fra Irak,men nå bor jeg i Oslo.

23.Han heter Svetoslav. Han kommer fra Bulgaria,men nå bor jeg i Oslo.

วันนี้เราก็ ถาม-ตอบ กันไปมาหลายรอบมาก ชื่ออะไร มาจากไหน จนจำกันได้หมดแระ แต่ถึงจะจำได้

ครูก็บอกว่าให้ถาม เพื่อเป็นการฝึกฝน  เราว่ามันก็ได้ผลจริงๆ มันทำให้เราจำได้จนบัดนี้ ^^

สรุปว่าคำศัพท์ที่เราฝึกกันวันนี้ก็มีคำว่า Jeg ฉัน , Du เธอ,  Han เขา,  Hun หล่อน ทั้งหมดเป็นสรรพนาม ภาษานอร์ชเรียกว่า  Pronomen.

Hva  อะไร , Hvor ที่ไหน เป็นคำถาม ภาษานอร์ชเรียกว่า Spørreord

Kommer มาจาก, Heter ชื่อ ,Fra จาก

จากนั้นเราก็มาเรียนรู้ตัวอักษร และสระในภาษานอร์ช ต่อเลยนะ

Tall หมายถึง ตัวเลข

1 = en เอ็น
2 = to ทู
3 = tre แทร
4 = fire ฟีระ
5 = fem แฟ้ม
6 = seks เซ็กส
7 = syv ( sju)ซีฟ
8 = åtte โอทตะ
9 = ni นี
10 = ti ที
11 = elleve เอ็ลละวะ
12 = tolv ทอล
13 = tretten แทรทตัน
14 = fjorten ฟิวตัน
15 = femten แฟ้มตัน
16 = seksten ไซสตัน
17 = sytten สัดตัน
18 = atten อัทตัน
19 = nitten นีทตัน
20 = tjue ชูวะ
21 = tjue en ชูวะเอ็น
22 = tjue to ชูวะ ทู
30 = tretti แทรตี
31 = tretti en แทรตี เอ็น
32 = tretti to แทรตี ทู
40 = førti เฟรอตี
50 = femti แฟ้มตี
60 = seksti เซ็กสตี
70 = sytti สัดตี
80 = åtti โอทตี
90 = nitti นีทตี
100 = ett hundre เอ็ท ฮุนดระ
1000 = ett tusen เอ็ท ทูเซ็น
2000 = to tusen ทู ทูเซ็น
10 000 = ti tusen ที ทูเซ็น
500 000 = fem hundre tusen แฟ้ม ฮุนดระ ทูเซ็น
1 000 000 = en million เอ็น มีลเลียน

ที่นอร์เวย์ใช้หนังสือหลายเล่มในการสอน ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา และความรู้ของผู้เรียน บางคนได้เริ่มเรียนกันตั้งแต่การเขียนตัวอักษรเลย เพราะบางคนใช้ตัวอักษรอื่นที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ และไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ เช่น กลุ่มผู้อพยพชาว โซมาเลีย อิรัก อิหร่าน เป็นต้น

ตอนที่เราไปสมัครเรียน เราได้ถูกทดสอบโดยให้อ่านภาษานอร์เวย์ เขาบอกว่าอ่านแบบที่เราคิด คิดว่ามันอ่านยังไงก็อ่านยังงั้นไม่ต้องกลัวผิด เรารู้ว่ามันไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เราก็อ่านแบบภาษาอังกฤษทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่ถูก พออ่านจบเขากดนาฬิกาจับเวลาก็เลยรู้ว่าเขาทดสอบ หลังจากนั้นเขาบอกให้เขียนตามนี้ เป็นบทความประมารหนึ่งย่อหน้า ทีนี้รู้แล้วว่ามีการจับเวลาด้วย เรารีบเขียนใหญ่เลย เกือบเสร็จ เหลืออยู่ประมาณสองวรรคถ้าจำไม่ผิด

การทดสอบตรงนี้เจ้าหน้าที่จะดูว่าเรามีความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษบ้างหรือไม่ เพราะคนที่ไม่รู้เลย หรือรู้บ้างก็อาจจะอ่านไม่ออก หรือเขียนไม่ได้เลย เป็นการจัดระดับแบบคร่าวๆ (อันนี้คิดเอาเอง)

ทำไมต้องเรียน….เรียนแล้วดีอย่างไร…..แล้วมันยากมั๊ย…..เราจะเรียนรู้เรื่องมั๊ย….ไม่เรียนได้หรือไม่ หลายคนก็มีคำถามแบบนี้ เราเองก็เช่นกัน แต่คำตอบจากหลายๆคนที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า จำเป็นและสำคัญที่สุดในชีวิตในนอร์เวย์เลยทีเดียว ถึงคนที่นี่จะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นส่วนใหญ่ ภาษานอร์เวยเจี้ยนก็ยังสำคัญอยู่ดี เพราะถ้าเราไม่สามารถติดต่อสื่อสารด้วยภาษานอรืเวย์เจี้ยนได้ก็มีโอกาสน้อยที่จะได้งานทำ และปัจจุบันผู้ที่จะทำงานกับคอมมูน(ส่วนปกครองท้องถิ่น) จะต้องผ่านการวัดระดับความรู้ภาษานอร์เวย์เจี้ยนที่เรียกว่า Norskprøve 3 ซึ่งเขาลือว่ายากมาก คนส่วนใหญ่ก็จะผ่านแค่ระดับ Norskprøve 2 คือสามารถติดต่อสื่อสารได้ในชีวิตประจำวัน

ยากมั๊ย แล้วเราจะเรียนรู้เรื่องมั๊ย….ภาษาเป็นอะไรที่สามารถฝึกฝนและเกิดความชำนาญได้  เรียนรู้ได้ พัฒนาได้ เพราะมันเป็นทักษะวิชา เก่งได้จากการฝึกฝน เพราะฉะนั้นเขาว่าถ้าอยากจะเก่งภาษาต้องหัดใช้ภาษาให้มากๆ พูดง่ายแต่ทำยากมากเนอะ

ไม่เรียนได้หรือไม่…สำหรับผู้ย้ายถิ่นฐานในนอร์เวย์มีสิทธิและหน้าที่ที่จะต้องเข้าร่วมการฝึกอบรมภาษานอร์เวย์เป็นเวลาอย่างต่ำ 600 ชั่วโมง (เริ่มบังคับ 1 มกราคม 2012)50 ชั่วโมงจากจำนวนนี้มีไว้สำหรับสอนเกี่ยวกับสังคมนอร์เวย์โดยใช้ภาษาถิ่นกําเนิดของผู้ย้ายถิ่นฐานหรือภาษาอื่น ๆ ที่ตนเองสามารถเข้าใจได้เพราะฉะนั้นคำตอบคือถ้าเราคิดจะมาอยู่ที่นี่ไม่เรียนไม่ได้  ดีที่เรามีสิทธิเรียนฟรี เพราะเราเป็นสมาชิกของครอบครัวชาวนอร์เวย์เจี้ยน พูดง่ายๆก็คือผู้ที่แต่งงานกับชาวนอร์เวย์ก็ได้สิทธิ์นี้ โดยเขาให้สิทธิ์เรียนฟรีถึง 3,000 ชั่วโมง ภายในเวลา 5 ปี

แต่สิทธิ์นี้จะหมดไปมื่อเราสอบผ่านการวัดระดับNorskprøve 3 นอกจากนั้นในการขอใบอนุญาติผู้พำนักถาวร(วีซ่าถาวร) และสัญชาตินอร์เวย์จะต้องแสดงเอกสารยืนยันว่าตนเองผ่านการฝึกอบรมภาษานอร์เวย์ภาคบังคับเป็นเวลา 600 ชั่วโมงแล้ว หรือแสดงหลักฐานยืนยันอื่นว่าทักษะภาษานอร์เวย์ของตนเองดีเพียงพอ เพราะฉะนั้นการเรียนภาษาจึงจำเป็นด้วยประการฉะนี้แล

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนอื่นๆที่มีสิทธิและหน้าที่ในการเข้าฝึกอบรมภาษานอร์เวย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  ได้แก่

  • ผู้ที่ได้รับสถานะผู้ลี้ภัย
  • ผู้ลี้ภัยเพื่อตั้งถิ่นฐานใหม่
  • ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผู้พำนักตามหลักมนุษยธรรม
  • ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตามแผน
  • ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ย้ายถิ่นฐานเพื่อรวมญาติกับบุคคลในกลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น
  • ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ย้ายถิ่นฐานเพื่อรวมญาติกับประชากรนอร์เวย์หรือประชากรในประเทศแถบนอร์ดิก

กลุ่มคนเหล่านี้มีหน้าที่ในการเข้าฝึกอบรมภาษานอร์เวย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย คนเหล่านี้หรือนายจ้างจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม:

  • ผู้ย้ายถิ่นฐานที่เดินทางมาที่นี่เพื่อทำงานจากประเทศอื่น ๆ นอกเขต EFTA/EEA
  • ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ย้ายถิ่นฐานเพื่อรวมญาติกับบุคคลในกลุ่มที่กล่าวไปข้างต้น

ผู้ย้ายถิ่นฐานบางกลุ่มไม่มีสิทธิและหน้าที่ในการเข้าร่วมการฝึกอบรมภาษานอร์เวย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้คนเหล่านี้สามารถสมัครเข้าเรียนภาษานอร์เวย์โดยชำระค่าใช้จ่ายด้วยตนเองได้ กลุ่มคนเหล่านี้ได้แก่:

  • ผู้ที่เดินทางมานอร์เวย์เพื่อศึกษาต่อ
  • พี่เลี้ยงและบุคคลอื่นที่ได้รับอนุญาตให้พำนักได้ชั่วคราว
  • ประชากรของประเทศในกลุ่มนอร์ดิก
  • ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพำนักตามเงื่อนไข EFTA/EEA

สำหรับเรา เริ่มเรียนครั้งแรกต้องจ่ายเงินค่าเรียนเอง เนื่องจากว่ามานอร์เว์ด้วยวีซ่าคู่หมั้น จึงไม่ได้รับสิทธิ์เรียนฟรี แต่ด้วยความที่สามีกลัวเบื่อ และอยากให้ได้เรียนรู้ภาษาของเขาก็เลยไปเสียเงินเรียนถึง 2 คอร์ส (นับได้ 84 ชั่วโมง) หมดเงินไปตั้งสามหมื่นกว่าบาท  ดังนั้นหลังจากแต่งงานก็เลยหยุดเรียน รอใช้สิทธิเรียนฟรี แต่จนป่านนี้(มกราคม 2012) ก็ยังไม่ได้กลับไปเรียนอีกเลย แต่ตั้งใจเขียนบล็อคนี้ เพื่อทบทวนบทเรียนที่ได้เรียนไปแล้วก่อนหน้านี้ อย่างน้อยก็ยังเป็นการเคาะสนิมให้ร่วงมาบ้าง ^^

หนังสือที่เราเรียน ชื่อหนังสือ PÅ VEI แปลเป็นอังกฤษสละสลวยก็แปลได้ว่า On the way ตรงคอนเซปบล็อคเราพอดี อิอิอิ มาเริ่มกันเลยแล้วกัน

ในบทที่1 Hva heter du?

หนังสือแบบเรียนหน้าตาแบบนี้แหละ จะมีคู่กับแบบฝึกหัดด้วยค่ะ