กว่าจะจบปริญญาตรีที่นอร์เวย์#ตอนที่4

” ในชีวิต ของคนทุกคนต้องเคยผ่านร้อน และหนาวและพบเรื่องราว บางอย่างที่ฝังใจ…………..อย่าไปยอมแพ้ ให้กับปัญหาใดใดจงพร้อม จะอดทน ก้าวไปสู่หนทางที่ฝันใฝ่ด้วยตัวเอง ” หนึ่งในเพลงที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหลายๆคน ขอบคุณพี่เบิร์ดค่ะ

รู้สึกว่าตัวเราเองเป็นคนที่โชคดีมากๆที่มีกัลยาณมิตรแวดล้อมมากมาย ตั้งแต่จำความได้จนอายุปาเข้าไปหลักสี่ เคยรู้สึกผิดหวังสามครั้งกับความจริงใจที่มอบให้กับคนที่เค้าเคยรู้จักเรา แต่เค้าเลือกที่จะจากไป แต่ทุกอย่างมันย่อมมีเหตุผลของมัน ทุกครั้งที่มีปัญหา ทุกครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือ จะมีกัลยาณมิตรยื่นมือเข้ามาช่วยตลอดทุกครั้ง บางครั้งเราคิดไปเองว่าเราไม่มีใคร เวลาท้อๆจิตใจคนเรามันอ่อนแอนะ ก็คิดไปต่างๆนาๆ แต่จริงๆแล้วลึกๆตัวเราเองก็ไม่อยากจะไปรบกวนเค้าเหล่านั้น ปกติจะไม่ชอบเป็นผู้รับมีความสุขในการเป็นผู้ให้มากกว่า แต่ในชีวิตนี้ได้รับมากเหลือเกินจากคนรอบๆตัว ขอบคุณมากๆนะทุกคน

เราคิดว่าความบังเอิญคือความไม่บังเอิญ การที่คนๆนึงซึ่งอยู่กันคนละมุมโลกมีโอกาสมาเจอกันได้มันเหมือนมีเหตุผลบางอย่าง อยู่เมืองไทยไม่เคยเจอกันแต่ได้มาเจอกันที่เมืองนอก มันน่าคิดนะ ทุกๆคนที่เข้ามาในชีวิตเราทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เอาจริงๆเป็นคนที่ขี้อายมากนะ แต่บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อ จะไม่มีความมั่นใจในการทำความรู้จักคนใหม่ๆเท่าไหร่ แต่เราคิดว่าปัญหานี้น่าจะเกิดกับคนอื่นๆด้วย เพราะเราไม่ชอบความอึดอัดในช่วงเวลาที่เรายังไม่สนิทกัน ดังนั้นเวลาที่เราเจอคนใหม่ๆเราจะคุยแบบเหมือนสนิทกันเลย เรียกว่าตีสนิทไปเลยพูดเล่นคุยเล่นเหมือนกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อนแล้ว กับบางคนเราไม่ได้รู้สึกว่าเราพยายามตีสนิทเค้า แต่มันรู้สึกในครั้งแรกที่คุยเลยว่าเราเข้ากันได้ดี ส่วนหนึ่งอาจมาจากเราแก่ขึ้นประสบการณ์มากขึ้นเจอคนเยอะขึ้น และยิ่งถ้าอายุน้อยกว่าเรารู้สึกว่ามันง่ายกว่าคนที่อายุเท่าๆกัน บางทีก็ลืมตัวไปเลยว่าเรานี่เป็นแม่เค้าได้เลยนะ ฮิฮิฮิ

ณ งานไทยฟู๊ดแฟร์ 3 มิถุนายน ปี2013 มีโอกาสได้รู้จัก ดร.ปัญญา แซ่ลิ้ม ผ่านน้องแก้วอีกแล้ว น้องแก้วผู้ชักนำคนดีมาให้เราได้รู้จักและเรียนรู้ ดร.ปัญญา ผู้นี้ มีปัญญาสมชื่อจริงๆ เรียกเล่นๆว่า”อาร์ม” ผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการผลักดันให้มีกลุ่มนักเรียนไทยในนอร์เวย์ อาร์มจบปริญญาเอกด้านการประมงมาจากประเทศเนอธอร์แลนด์และมาทำ Post Docที่ประเทศนอร์เวย์ ครั้งแรกที่เจอกันจำไม่ค่อยได้ว่าคุยเรื่องอะไรกันบ้างเพราะเจอกันในงานไทยแฟร์ เลยมีเรื่องให้ตื่นเต้นมากกว่าการคุยกันก็คืออาหารไทยที่มีวางขายทุกสิ่งอย่าง ฮ่าๆๆ

อาร์ม นี่คือยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ ต้องใช้คำนี้จริงๆ ด้วยความที่เราก็ชอบส่องเฟสบุ๊คชาวบ้านก็ส่องไปเรื่อย เฟสบุ๊คนี่ดีนะอย่างน้อยเราสามารถอ่านหรือทำความรู้จักคนๆนึงได้ในระดับนึงเลย เอาจริงๆที่เข้าไปดูไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไรนะ แค่อยากรู้จักว่าคนๆนั้นเป็นคนแบบไหน อย่างอาร์มเค้าไม่เคยมาเล่าอะไรดีๆของเค้าให้เราฟังอยู่แล้วเพราะเค้าไม่ใช่คนชอบอวดอ้าง ไม่เหมือนเรา ฮิฮิฮิ คนแบบไหนที่ปกปิดแม่เป็นเวลาห้าปีในการเรียน ร.ด. ไปซ้อมโดดร่ม โดดหอก็เซ็นเป็นผู้ปกครองเองเพราะไม่ต้องการให้แม่รู้ว่าตัวเองเรียนเรียน ร.ด. เพื่อที่ว่าในวันรับปริญญาจะได้มียศ ว่าที่ร้อยตรีและสามารถใส่ชุดปกติขาวในวันรับปริญญาเซอร์ไพรสคุณแม่  คนแบบไหนที่เก็บเงินเก็บทองเพื่อขอแต่งงานกะผู้หญิงที่ตั้งแต่คบกันเป็นแฟนเพราะตั้งใจจะแต่งงานกับคนๆนี้ นางเก็บได้เยอะด้วยนะ อย่างทองก็ซื้อสะสมเรื่อยๆตั้งแต่คบกัน คนแบบไหนที่ลงทุนซื้อแซกโซโฟนราคาเป็นแสนมาซ้อมเป็นปีๆเพื่อจะเป่าในงานแต่งงานเพื่อเซอร์ไพรสเจ้าสาว กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆ ยังมีอื่นๆอีกมากมายที่ผู้ชายชื่ออาร์มทำให้พี่ต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง ไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นความสำเร็จของอาร์ม เพราะพี่รู้ว่าหนทางที่อาร์มมาถึงจุดๆนี้มันไม่ได้มาง่ายๆ อาร์มเป็นบทพิสูจน์ของความวิริยะ อุตสาหะ ขยัน อดทนของแท้ ดีใจกับน้องและรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจที่เรามีโอกาสได้รู้จักและมีประสบการณ์ที่ดีๆร่วมกันหลายโอกาส กลับไปไทยแล้วน้องก็ดังใหญ่ได้ออกทีวีด้วย https://www.youtube.com/watch?v=T7dz60YKLJE&feature=share

ตอนที่เราไปเข้าค่ายที่บ้านป่า พวกเราก็คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเรียนว่ามีวิธีเทคนิคอะไรในการเรียนเพื่อให้ประสบความสำเร็จบ้าง ประสบการณ์ของอาร์มทำให้เรานี่ช็อค อึ้ง ทึ่ง แต่ไม่เสียวนะ ฮิฮิฮิ คือนางบอกอ่านก่อนสอบ20 รอบ จ๊ะ ไม่ผิดจ๊ะ อ่านว่า ยี่-สิบ-รอบ คือทุกคนอึ้งไปเลยจ้า แต่นางบอกว่าก็ไม่ได้อ่านทั้งหมดนะ ไอ้สิบยี่สิบรอบนี่คือเป็นบทสรุปย่อที่นางทำขึ้นมาในแต่ละวิชา แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะเป็นแค่โน๊ตย่อของวิชานั้นๆรอบนึงอีป้านี่ยังอ่านไม่จบเลยในบางวิชา บางวิชาก็ยังไม่มีเวลาจดโน๊ตย่อเลยเหอะ บางวิชานี่คืออ่านแต่สไลด์และจดโน๊ตจากสไลด์อีกทีนะ หนังสือเหรอซื้อมาหนุนหัวหวังว่ามันจะออสโมซิสเข้าไปได้ ฮ่าๆๆๆๆๆ จำได้ว่าตอนกลับไทยรอบนึงขนหนังสือไปด้วยคือหนักมาก ตั้งใจว่าจะเอาไปอ่านบนเครื่อง ไม่ต้องทายเลยว่าไม่ได้อ่านเพราะมันคือถูก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ แต่จะไม่เอาไปก็รู้สึกผิดไง เคยเป็นกันป่ะ โดดเรียนไปสามอาทิตย์ คิดดูสิปกติไปเรียนก็จำอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้วแต่นี่ไม่ไปเรียนตั้งสามอาทิตย์ ถ้าไม่เอาหนังสือไปด้วยมันรู้สึกผิดมาก ถึงไม่ได้อ่านก็เอาไปให้รู้สึกผิดน้อยลง ฮิฮิฮิ

พอเรารู้จักกันมากขึ้น เริ่มมีน้องๆนักเรียนจากการแนะนำรุ่นสู่รุ่น อาร์มเลยถามว่าพี่หนึ่งอยากจัดตั้งกลุ่มนักเรียนไทยในนอร์เวย์ไหม ถ้าพี่อยากทำผมจะช่วย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มของพวกเราอย่างค่อนข้างเป็นทางการ ด้วยความที่เราไม่ชอบอะไรที่มันเป็นทางการมันก็เลยยังมีความขัดแย้งในใจบ้างนิดหน่อยว่าเราจะทำได้เหรอ เราเข้าผู้ใหญ่ไม่เป็น พูดทางการก็ไม่เป็น แต่คิดแค่ว่าอยากจะทำกลุ่มนี้ขึ้นมา ด้วยความตั้งใจแรกแค่อยากช่วยคนไทยไกลบ้านตามความถนัดและความสามารถที่ทำได้ แต่ทำไมต้องเป็นกลุ่มนักศึกษาอันนี้มันมาจากด้วยน้องชายเราก็เป็นคนชอบเรียน ตอนนี้ก็เป็นนักเรียนปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกา เรานึกถึงว่าถ้าเราช่วยน้องๆเหล่านี้ไม่มากก็น้อยด้วยความเต็มใจผลบุญคงจะช่วยส่งให้น้องชายเราได้เจอคนที่คอยสนับสนุน ช่วยเหลือหรือเจอกัลยาณมิตรในต่างแดนบ้าง พอเริ่มทำก็คิดการณ์ใหญ่ไปอีกว่าอยากเห็นภาพพจน์ใหม่ๆของคนไทยในประเทศนอร์เวย์ คนไทยที่อาศัยในประเทศนอร์เวย์ไม่ได้ย้ายตามสามีมาอย่างเดียวนะจ๊ะ ยังมีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทด้านวิชาการ ซึ่งมีทั้งนักเรียนนักศึกษามาเรียนต่อที่ประเทศนอร์เวย์ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอกอีกจำนวนไม่น้อยแต่ก็ไม่มาก ฮ่าๆๆๆ รวมถึงผู้ที่ทำงานในระดับมืออาชีพอยู่อีกจำนวนนึง ความตั้งใจของเราคืออยากจะพรีเซนต์คนเหล่านี้ให้กลุ่มคนไทยด้วยกันเองรู้จักเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ และร่วมภูมิใจว่าเรามีคนไทยที่เก่งๆและเป็นที่ยอมรับของคนนอร์เวย์อยู่ในประเทศนอร์เวย์หลายคนนะ และส่วนหนึ่งก็อยากสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ให้คนไทยมาเรียนต่อที่นอร์เวย์กันเยอะๆเพราะที่นี่เค้าก็โดดเด่นทางด้านวิชาการหลายสาขาวิชาและยังให้นักศึกษาต่างชาติเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาเอกอีกด้วยในมหาวิทยาลัยของรัฐ เพราะนอร์เวย์ไม่ใช่ประเทศที่คนไทยจะนึกถึงเป็นประเทศแรกในการเรียนต่อเมืองนอกเพราะเหตุผลหลายๆอย่าง แต่ถ้าพิจารณาประเทศนอร์เวย์ไว้ในอ้อมใจในการเลือกเรียนต่อให้บุตรหลานของท่านรับรองว่า จะประทับใจไม่รู้ลืม การันตีโดยน้องๆที่จบไปแล้วทุกคนคิดถึงนอร์เวย์กันทุกคน ทุกคำถามในการเรียนต่อที่นอร์เวย์มีคนตอบที่เฟสบุ๊ค Thai students in Norway https://www.facebook.com/groups/183782675121907/ เข้าไปสอบถามข้อมูลได้ค่ะ

Advertisements

กว่าจะจบปริญญาตรีที่นอร์เวย์#ตอนที่3

“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม โดยสภาพธรรมชาติจะต้องมีชีวิตอยู่ร่วมกันกับบุคคลอื่น ๆ ติดต่อสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน พึ่งพาอาศัยกัน ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระตามลำพังแต่ผู้เดียวได้”  Aristotle ได้กล่าวไว้

จากประสบการณ์ส่วนตัวพิสูจน์มาแล้วว่าคำพูดนี้จริงที่สุด จำได้ว่าก่อนจะย้ายมานอร์เวย์คิดไว้ในใจเลยว่าจะไม่คบคนไทยใคร ฮ่าๆๆๆๆ ไม่สวยแต่หยิ่งนะจ๊ะ เพราะกลัวคนเจอไม่จริงใจ กลัวโดนหลอก วุ่นวายคนเยอะเรื่องแยะ โดยเฉพาะคนไทย คิดแบบนี้จริงๆ ก่อนมาได้รู้จักเพจ เพจหนึ่งซึ่งดังมากเป็นชุมชนของสาวไทยที่กำลังคบหาดูใจกับชาวต่างชาตฺ ทั้งคนที่อยากมา กำลังจะมาและย้ายมาอยู่ต่างประเทศแล้ว ถ้าเข้าข่ายที่กล่าวมาเกือบทุกคนต้องรู้จัก “เลดี้อินเตอร์” ซึ่งในเลดี้อินเตอร์เค้าก็จะแบ่งเป็นห้องย่อยๆซึ่งแบ่งตามประเทศที่อยู่หรือประเทศเป้าหมาย ซึ่งห้องที่เราเข้าไปเป็นสมาชิกในตอนนั้นเรียกว่า “บ้านนอริเก๊ะ” เพราะตอนนั้นกำลังหาข้อมูลประเทศนอร์เวย์อยู่ มันมีทั้งสาระที่เป็นประโยชน์ และดราม่า เป็นสมาชิกอยู่สักพักคิดในใจก่อนมาเลยว่าจะไม่ไปหาทางรู้จักกับคนไทย หมายถึงว่าไม่ไปเสาะหาอยากรู้จักคนโน้นคนนี้ หรือไปเสาะหาพบปะกับเพื่อนใหม่ๆ นี่คือความตั้งใจก่อนมา แต่ตอนนี้หน่ะเหรอ มีเพื่อนใหม่เป็นพันเลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เอาจริงๆมีเพื่อนๆหลายคนที่รู้จักจากเวปนั้นและยังมิตรที่มีแต่ความปรารถนาดีให้กันจนทุกวันนี้ ทั้งคนที่เจอกันตัวเป็นๆ และหลายคนที่เจอกันผ่านตัวหนังสือ ถึงจะไม่ได้เจอก็ยังรู้สึกได้ถึงความปรารถนาดีเหล่านั้นขอบคุณบ้านนอริเก๊ะค่ะ

ด้วยนิสัยส่วนตัวที่มีความใส่ใจคนรอบข้างค่อนข้างมาก ภาษาหยาบๆก็เรียนว่าเสือกนั่นแหละ บวกกับมีความรู้สึกเบิกบานใจเป็นที่สุดเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น ใจมันพองๆ เคยเป็นไหม มันรู้สึกเหมือนหน้าเราใหญ่ขึ้นๆ หรือบางคนจะเรียกเราว่าอยากได้หน้า ทำงานเอาหน้าอะไรก็ว่าไปแล้วแต่จะจำกัดความ ทำให้เรานึกถึงคำสอนของหลวงปู่ชา สุภัทโท ที่ท่านบอกว่า “ทำความดีอยู่คนเดียว ไม่มีใครเห็น มัน ก็ยังดีอยู่นั่นเองแหละ” คิดเข้าข้างตัวเองว่าเราช่วยคนอื่นถึงจะทำเพราะอยากได้หน้าเราก็ได้ช่วยคนอื่นอยู่ดี ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะช่วยเต็มความสามารถที่เราช่วยได้เท่านั้นนะ ไม่ใช่ว่าจะช่วยจนตัวเองเดือดร้อน เพราะนิสัยถาวรทั้งสองอย่างนี้ (ใส่ใจคนรอบข้างค่อนข้างมาก+เบิกบานใจเป็นที่สุดเมื่อได้ช่วยเหลือผู้อื่น) เป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่มนักเรียนไทยในนอร์เวย์

จากกลุ่มผู้บุกเบิกทั้งห้าคนซึ่งมีเรา มีจี,กิฟท์,แก้วและคิม ก็เริ่มมีสมาชิกเข้ามาเรื่อยๆ คนแรกที่เข้ามาคือน้องเมย์ ภัทรวดี เจอเมย์วันแรกในวันชาตินอร์เวย์ จากการแนะนำของน้องแก้ว วันแรกที่รู้จักกันน้องพูดน้อยมาก แต่พอยิ่งรู้จักเมย์ยิ่งทำให้ทึ่งในทุกๆเรื่อง ใครจะไปคิดว่าน้องหน้าหมวยๆบอบบางคนนี้แบกพรมอีเกียที่หนักมาก ย้ำว่าหนักมากจากอีเกียจนมาถึงหอพักในชั้นห้าแบบไม่มีลิฟท์มาแล้ว เมย์เก่งทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนการันตีจากเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องงานสมัครงานที่ไหนได้ทุกที่ เรื่องความอดทน เมย์สามารถกินอาหารซ้ำๆกันได้เป็นอาทิตย์ ฮิฮิฮิฮิ ความขยันและความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ คือเมย์เป็นหนึ่งในไอดอลของพี่เลยนะ นิยามของเมย์คือ ไม่มีอะไรที่เมย์ทำไม่ได้ เมย์ทำได้ทุกเรื่องและทำได้ดีด้วยพวกเราปรึกษากันทุกเรื่อง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เรามีกลุ่มที่คุยกันทุกวันมาตลอด4ปีกว่าๆที่รู้จักกันมา เป็นกลุ่มที่บำบัดซึ่งกันและกัน เมย์คือหนึ่งในสมาชิก Four seasonsฮ่าๆๆๆ มีใครบ้างต้องติดตาม คิดถึงนางมากตอนนี้นางย้ายกลับไปสวีเดน ไม่มีเพื่อนกินอาหารอีสาน ฮิฮิฮิ ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในงานสำคัญของน้อง นั่นก็คือการถ่ายภาพพรีเวดดิ้งในวันที่หนาวเหน็บ ถึงเมย์ไม่ได้เรียนที่นอร์เวย์แต่เป็นหนึ่งในสมาชิกที่ช่วยเหลือกิจกรรมของกลุ่มนักเรียนไทยมาโดยตลอด คิดถึงๆๆๆเดี๋ยวจัดเวลาไปเยี่ยมที่สต็อคโฮล์ม ตั้งแต่น้องย้ายไปน้องก็กินดีอยู่ดี กินข้าวนอกบ้านทุกวัน อิจฉาเบาๆ ฮิฮิฮิ

 

 

กว่าจะจบปริญญาตรีที่นอร์เวย์ #ตอนที่2

จากคำแนะนำของน้องจี ทำให้ได้มีโอกาสรู้จักน้องกิฟท์ น้องกิฟท์ผู้ที่สามารถให้แนะนำได้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรียน ปรึกษากิฟท์ไม่เคยผิดหวัง เป็นหนึ่งในติวเตอร์ส่วนตัวเลยก็ว่าได้ จะได้คำตอบและกำลังใจที่ดีรวมทั้งพลังบวกที่ส่งมาให้อย่างมากมาย กิฟท์เป็นคนที่มีจิตใจดีและคิดบวกที่สุดคนนึงที่รู้จักมา เวลาถามเรื่องต่างๆกิฟท์จะบอกเสมอว่าอันนี้มันง่ายมากเลยพี่หนึ่ง ง่ายจริงๆ  พี่หนึ่งทำได้ คำพูดแค่นี้ไม่น่าเชื่อว่าจากที่เราคิดว่ามันยาก พอฟังน้องกิฟท์พูดว่ามันง่าย มันทำให้เราเชื่อว่าสิ่งนั้นง่ายจริงๆ การเปลี่ยนทัศนคติทำให้เรามองมันต่างจากเดิม และพลังบวกนี้ได้มีโอกาสส่งต่อให้กับคนอื่นมาแล้วหลายคน ขอบคุณมากๆ

ตอนที่เข้าไปเรียนเทิอมแรกมีแค่กิฟท์ และน้องคิม ที่เป็นนักเรียนคนไทยที่เรียนอยู่ที่ BIในขณะนั้น ทั้งสองคนได้รับการแนะนำจากน้องจีทั้งคู่ แต่กิฟท์บอกว่ามีพี่แก้วอีกคนแต่ตอนนี้พี่แก้วไม่อยู่ไปแลกเปลี่ยนหนึ่งเทิอมที่สาธารณรัฐเชค เทิอมต่อมาก็ได้มารู้จักกับน้องแก้ว ที่กลับมาเรียนเทิอมสุดท้ายที่นอร์เวย์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มนักเรียนไทยในนอร์เวย์ที่จะเล่าในโอกาสต่อไป

นอกจากจะต้องตั้งใจเรียนแล้วเราก็ยังมีอีกภาระกิจหนึ่งที่ต้องพิชิตให้ได้ก็คือต้องสอบวัดระดับภาษาอังกฤษให้ได้คะแนนที่ต้องการ คนอื่นสอบกันกี่ครั้งไม่รู้แต่เราถ้าแข่งจำนวนครั้งก็คงไม่แพ้ใคร สอบไปทั้งหมด 4ครั้งจ้า สอบมันทั้งTOEFL และ IELTS จัดไปอย่างละสองรอบ โดยเป้าหมายคือต้องได้TOEFL78คะแนนเต็ม 120 หรือ IELTS เท่ากับ6 เต็ม9 ถามว่าท้อไหมกับการสอบตั้งหลายครั้งไม่ได้คะแนนที่ต้องการ ตอบเลยว่าไม่ เพราะเราไม่ได้โฟกัสตรงนั้น จุดมุ่งหมายคือสอบให้ได้คะแนนที่ต้องการ ไม่ได้โฟกัสว่าต้องได้คะแนนที่ต้องการภายในครั้งแรกที่สอบ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า โฟกัสให้ถูกจุด จะได้ไม่มีเรื่องที่มาบั่นทอนกำลังใจของเรา เรื่อง IELTSเต็ม 9มันมีเรื่องโจ๊กนิดหน่อย คือมันมีคนนึงที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ(ประชด) ที่พวกเราจะยกให้เค้าเป็นบุคคลที่สอบ IELTS ได้10 คะแนน อ่านไม่ผิดหรอกคะแนนมันแค่9 แต่พี่แกได้10 เพราะเก่งกว่านั้น ฮ่าๆๆๆๆ เรื่องนี้มันทำให้เราเกิดความกังวลในการใช้ภาษาของตัวเองไปหน่อยนึงเลยนะ เพราะถ้ามองว่าเฮ้ยย แก มันตลกอ่ะ ทำไมแกกล้าเขียนแบบนี้ มันน่าอายนะที่เขียนผิดแบบนี้ เพื่อนแกไม่มีใครเตือนเลยเหรอวะ แต่ถ้าคิดบวกๆหน่อยก็จะคิดว่า เฮ้ยแก ขนาดเขียนผิดๆแบบนี้เค้ายังกล้าที่จะเขียนเลยนะ แล้วแกล่ะทำไมไม่กล้าแบบเค้าวะ แต่พอมาคิดดูดีๆ เค้าจะเขียนผิดหรือถูกมันเป็นเรื่องของเขาว่ะ แกไม่เกี่ยว…เออจริงว่ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าใครต้องการคำแนะนำในการสอบยินดีมากจ้า ประสบการณ์เยอะ ฮิฮิฮิ และใครสนใจตัวอย่างข้อสอบสามารถแชร์ให้ได้นะคะมีเยอะมาก กอไก่ล้านตัว อยากจะแปะลิงค์ไว้ตรงนี้แต่กลัวเรื่องลิขสิทธิ์ แจ้งอีเมลมาได้นะคะเดี๋ยวแชร์ให้ ความดีทั้งหมดนี้ขอยกให้กิฟท์กะคิม ติวเตอร์ส่วนตัว น้องกิฟท์มีการเตรียมการสอนและมีการบ้านมาให้ทำเพื่อช่วยฝึกทำข้อสอบด้วย น้องคิมเป็นอาจารย์คอยตรวจตัวอย่างการฝึกเขียนและแก้ไขพร้อมอธิบายอย่างดี คิมเหมาะกับการเป็นครูผู้ถ่ายทอดจริงๆ กราบบบบบบบ

กิจกรรมที่พวกเราทำร่วมกันนอกเหนือจากการกินแล้ว พวกเรายังชวนกันไปเล่นสกี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกีฬายอดนิยมของประเทศนอร์เวย์เลยทีเดียว พอตัดสินใจว่าจะไปลองเล่นสกีกัน พวกเราไม่รอช้ารีบไปเช่าสกีที่Sio athletica เลยจ้า ตามคำแนะนำของกิฟท์ เราเชื่อกิฟท์เพราะกิฟท์อยู่มานานกว่าเรา ฮ่าๆๆๆๆๆๆ กิฟท์บอกว่าเช่าแหละดีสุดเพราะเราไม่รู้ว่าเราจะชอบกีฬานี้หรือเปล่า ถ้าเราชอบเราค่อยซื้อเป็นของตัวเอง อันนี้คือคิดแบบคนนอร์ชเลย พวกเราก็ไปเช่าสกีกัน เช่าแบบทั้งฤดูกาลเลยนะ ยืมได้ถึงเดือนเมษายนเลย เพราะถ้าเทียบว่ายืมแค่ระยะสั้นมันไม่คุ้ม สุดท้ายก็ไม่น่าจะคุ้มนะเพราะไปนับครั้งได้ ฮิฮิฮิ พวกเราที่นัดกันไปเล่นนั้น ไม่มีใครเล่นเป็นเลยแม่แต่คนเดียว ฮ่าๆๆๆๆๆๆ นี่คือครั้งแรกของทุกคน ฮ่าๆๆๆๆๆ ไปถึง Sognsvann น้องกิฟท์ฝ่ายเสบียงพร้อมมากมีทั้งชา,กาแฟ,โกโก้ร้อน  ไส้กรอก พร้อมคนนั่งปิ้งและเฝ้าของ นั่นก็คือคุณทรน สามีน้องกิฟท์ อีกทั้งน้องคิมยังให้ความเชื่อมั่นว่า “พี่ๆไม่ต้องกลัว คิมดูจากยูทูปมาแล้วไม่ยาก เดี๋ยวคิมสอนให้” ทำให้พวกเรามีความมั่นใจมากขึ้นว่าพวกเราน่าจะเล่นได้ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ คิมบอกว่าใส่ไปข้างเดียวก่อนพี่แล้วหัดทรงตัว จากนั้นคิมก็ทำให้ดู เออ มันก็ได้นะ วันนั้นมันทั้งสนุกทั้งหนาว เป็นอีกวันที่น่าจดจำ

 

 

 

กว่าจะจบปริญญาตรีที่นอร์เวย์ #ตอนที่1

ในชีวิตไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าเราทำได้ เราทำได้ พูดตามสามครั้งค่ะ เราทำได้ เราทำได้ เราทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำได้ใครๆก็ทำได้ค่ะ

ย้อนไปถึงวันที่ได้พบกับแรงบันดาลใจในการตัดสินใจมาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่นอร์เวย์ ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะทำได้ ไม่เคยอยู่ในหัวเลยว่าจะทำ 29 กรกฎาคม 2012 น้องจี กนกนภัส สุขสงได้นัดมาเจอกันที่สวนหินเพื่อจะให้สอนถ่ายภาพ ซึ่งก็ไม่รู้จะสอนได้เปล่าเพราะตัวเองก็ไม่ได้มีความรู้อะไร เพียงแต่ชอบถ่าย แต่ก็มาเจอกันแหละกะว่าจะสอนๆแบบง่ายๆ สอนแบบที่เราทำ แต่วันนั้นพูดเลยว่าเป็นวันเปลี่ยนชีวิตเราเลยนะ เปลี่ยนยังไงเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง วันนั้นน้องมีฮานามิมาฝากด้วย ฮานามิข้าวเกรียบรวยเพื่อน ไม่ได้ความจำดีขนาดจะจำวันที่และรายละเอียดได้แม่นขนาดนั้น พอดีมันมีภาพถ่ายอยู่อ่ะนะ คริ คริ

ระหว่างที่สอนถ่ายภาพไป เราก็คุยกันในเรื่องทั่วๆไป เรื่องอนาคตเรื่องชีวิตในนอร์เวย์ นู่นนี่นั่น น้องจีขณะนั้นถ้าจำไม่ผิดเพิ่งจบปริญญาโทจาก BI Norwegian Business school และได้งานในบริษัทชิปปิ้งแห่งหนึ่ง จีบอกว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จมันมีอยู่หลายทาง และเรารู้ว่ามันมีทางลัดอยู่จีว่าเราไม่ต้องไปทางตรงก็ได้นะ จีเล่าจากประสบการณ์ตัวเองว่าพบเจออะไรบ้างและชักชวนให้ไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่นอร์เวย์เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตที่นอร์เวย์ ตอนนั้นรู้สึกว่าก็รับปากไปแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ กล้าๆกลัวๆเพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำได้ เพราะจริงๆแล้วลาร์สสนับสนุนและบอกให้ไปเรียนที่นี่ตั้งแต่ย้ายมาใหม่ๆ แต่พอเปิดเวปไซด์ของมหาลัยก็งงเป็นไก่ตาแตก อ่านไม่ออก มึนหัวเลยเพราะเป็นอังกฤษล้วนๆ ดังนั้นในใจก็ยังลังเลว่าจะได้เหรอ แต่ตอนคุยกับจีนั้นคือเต็มร้อยมาก เรียนแน่ สมัครแน่ จีบอกว่าเหล็กต้องตีตอนร้อนๆถ้าพี่ไม่ทำตอนนี้ปีหน้าพี่ก็อาจจะไม่มีความอยากแล้วก็ได้ กลับมาถึงเล่าให้ลาร์สฟัง ลารสช่วยเขียน Motivation Letter เดี๋ยวนั้นเลยจ้า ร้อนกว่าเหล็กก็พี่ลาร์สนี่ละ พอกลับถึงบ้านนึกออกป่ะว่าจากเต็มร้อยมันก็ลดลงเรื่อยๆเพราะความที่กลัว และคิดว่าตัวเองไม่พร้อม ตัวเองทำไม่ได้หรอก แต่เพราะรับปากจีไปแล้วก็เลยต้องทำ เอาจริงๆคือรู้สึกเหมือนโดนบังคับด้วยตอนนั้นเพราะใจมันไม่ค่อยสู้ คิดในใจว่าขอให้เค้าปฏิเสธมาแล้วกันจะได้พูดได้ว่าลองแล้วมันไม่ได้ ตอนนั้นคือยังไม่มีผลสอบภาษาอังกฤษเลย แต่ก็เดินหน้าสมัคร ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ถึงBI เลย สอบถามและส่งใบสมัคร ผลปรากฏว่าเค้ารับให้เข้าเรียนระดับปริญญาตรี หลักสูตร3 ปี ในสาขาวิชา Shipping Management (ที่นอร์เวย์จะเรียน3ปี เนื่องจากว่าช่วงประถมถึงมอปลายของเค้าจะเรียนมากกว่าเราหนึ่งปี แต่รวมแล้วตั้งแต่ประถมจนจบมหาวิทยาลัยใช้เวลา 16ปีเท่ากัน) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องสอบวัดระดับภาษาอังกฤษให้ผ่านเงื่อนไขจึงจะสมบูรณ์ กรี๊ดดดดดดไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งหลังจากจบมา15ปี นึกออกป่ะว่าประมาณไปเรียนกะลูกๆอ่ะ ตอนนั้นอายุย่าง37 ปีแล้ว จะหลักสี่แล้วจ้า

เทิอมแรกเรียนไปทั้งหมด5 วิชา ในระหว่างนี้ก็ต้องไปสอบวัดระดับภาษาให้ผ่านตามเกณฑ์ให้ได้ วิชาแรกที่เจอคือคณิตศาสตร์ วิชาที่เกลียดมาก เพราะเรียนไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจเลย แต่แปลกใจมากที่วันนั้นเข้าใจทุกสิ่งที่อาจารย์สอนเลย สามารถแก้สมการได้ งงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมทำได้ แล้วเมื่อก่อนทำไมทำไม่ได้ รู้สึกว่ามันง่ายเพราะเข้าใจ ทุกวิชาในห้องเรียนเข้าใจทุกเรื่องที่ครูสอนแต่จำอะไรไม่ได้เลย รู้เลยว่าปัญหาของเราคือการอ่านและการเขียน อ่านหนังสือช้ามาก เขียนรายงานก็เขียนไม่ออก ต้องส่งรายงานเพื่อมีสิทธิ์สอบอย่างน้อย5 หน้า  กว่าจะเขียนได้คือแทบตาย แทบตายจริงๆแต่วิชานั้นได้ C เป็นวิชาที่เด็กปี1ทุกคนกลัว ชื่อวิชาว่า The  firm ในห้องเรียนก็จะสนิทกับคนเอเซียด้วยกัน มาจากเวียดนาม ฟิลิปินส์ และเกาหลี มีคนต่างชาติบ้างคนนอร์ชบ้างแต่ไม่มาก คนเวียดนามสนิทกันจนถึงทุกวันนี้ นางเป็นคนมีน้ำใจ ไม่เข้าใจอะไรก็ถามนางได้ทุกวิชา

ผ่านไปหนึ่งเทิอม ผลสอบออกมาได้ Aหนึ่งวิชาคือวิชาคณิตศาสตร์ คือตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพร้อมเท่ากับการสอบครั้งนี้มาก่อน แล้วก็ได้เกรดออกมาอย่างที่ตั้งใจ ปลื้มมาก และวิชาอื่นๆก็ผ่านทั้งหมดทุกวิชาเฉลี่ยคือได้ B เลยนะ แต่สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ (TOEFL) สอบไปสองรอบยังได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ได้แค่61 เต็ม 120 ในขณะที่ BI ต้องการ 78 คะแนน ทำให้ไม่ได้ไปต่อค่ะ ตอนนั้นยอมรับว่าโกรธมาก เพราะถ้าไม่รับเข้ามาเรียนตั้งแต่แรกมันเข้าใจได้ว่าเอกสารไม่ครบแต่นี่ผลการเรียนมันก็พิสูจน์แล้วว่าเรียนได้นะ เกรดก็ไม่แย่ด้วยทำไมเรียนต่อไม่ได้ ทำให้ต้องหยุดเรียนไปหนึ่งเทิอมเพื่อสอบวัดระดับให้ผ่านแล้วจึงกลับมาเรียนใหม่อีกครั้ง

และปรากฏว่าโรงเรียนได้เปลี่ยนหลักสูตรไปแล้ว ไม่มีสาขาที่เราเรียนแล้ว ตอนนี้คือยุบเป็นสาขาเดียวแต่สามารถไปเลือกวิชาเอกได้ตอนปีสาม กลับมาเรียนรอบนี้หลักสูตรเราก็จะงงๆกว่าเพื่อนเพราะหายไปหนึ่ง  เทิอม เพื่อนๆที่เรียนด้วยกันตอนนี้ขึ้นปีสองเทิอมหนึ่งแล้ว จริงๆแล้วเราไม่สามารถมาเรียนกับเพื่อนๆได้เพราะวิชาที่จะเรียนในปีสองนี้จะต้องผ่านบางวิชาที่เรียนในเทิอมสองแต่อาจจะเพราะเราได้เลขเกรดเอเค้าเลยให้มาเรียนพร้อมเพื่อนๆในปีสองแบบงงๆ ด้วยความที่เราไม่ได้เรียนเลขในเทิอมสองทำให้บางวิชาเช่นเศรษฐศาสตร์จุลภาค ซึ่งมีคำนวณมากมายนั้นเรียนยากมาก เรื่องวุ่นวายยังไม่จบเท่านี้ เพราะว่าในช่วงที่กลับมาเรียนนี้ดิฉันท้องค่ะ เรียนไปด้วยท้องไปด้วย เป็นคุณแม่วัยใสท้องในวัยเรียน อุ้มท้องไปสอบเลยทีเดียวฮ่าๆๆๆๆๆ ทำให้ต้องหยุดเรียนไปอีกหนึ่งปี

กลับมารอบนี้หลังจากที่คลอดชลิตาออกมาแล้วก็กลับมาเรียนอีกรอบ ตอนนี้เพื่อนๆที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ปีแรกเรียนอยู่ปีสุดท้าย เทิอมสุดท้ายแล้ว ส่วนเราต้องมาเป็นเด็กปีหนึ่ง เทิอมสอง ต้องมาเก็บวิชาที่ขาดไปในปีแรก

ใช้เวลาเรียนตั้งแต่ครั้งแรกจนจบหลักสูตร 5 ปีกว่าๆ นานกว่าใครเพื่อนและระหว่างทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคต่างๆรุมเร้าเข้ามาพิสูจน์ความอดทนของเรา แต่สุดท้ายเราก็เรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีที่นอร์เวย์ด้วยผลการเรียนที่ไม่ดีมากนักแต่เราภูมิใจที่สุด อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์เราทำได้ โปรดติดตามตอนต่อไป กับชีวิตนักเรียนแม่ลูกอ่อน

เรียนภาษานอร์เวย์เจี้ยนฟรี ที่ Frelsesarmeen #Day 1

จากคำแนะนำของเพื่อนชาวเอธิโอเปียทำให้รู้ว่ามีหน่วยงานที่เขาสอนภาษานอร์เวย์ให้กับชาวต่างชาติฟรี หน่วยงานนี้ชื่อ Frelsesarmeen เรียนแค่สัปดาห์ละครั้ง จะมีครูมาสอนให้ แถมมีข้าวกลางวันเลี้ยงด้วย และเค้าจะมีกล่องมารับบริจาคด้วยเหมือนสมทบทุนเป็นค่าอาหาร แต่จะบริจาคหรือไม่ก็ได้แล้วแต่เรา วันนี้เรามีเงินติดตัวไปไม่มากเลยหยอดไปหมดตัวเลย ปกติคนที่นี่จะไม่ค่อยพกเงินเพราะทุกอย่างจ่ายผ่านบัตรสะดวกที่สุด ห้าโครนสิบโครนก็ใช้บัตรจ่าย วันนี้เป็นวันแรกที่ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนก็จะเก้ๆกังๆนิดนึงเพราะถึงจะมาอยู่หลายปีแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษานอร์เวย์จริงๆจังๆสักที พอจะฟังออกและสื่อสารแบบง่ายๆได้บ้าง คงจะถือเอาโอกาสนี้พัฒนาภาษานอร์เวย์ของตัวเองให้ดีขึ้นเพื่อจะได้ใช้งานในโอกาสอันใกล้ อย่างที่เคยบอกไว้นานมากแล้วว่า ภาษานอร์เวย์เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูโอกาสในประเทศนอร์เวย์

ถือโอกาสนี้มาอัพเดตบล็อคและใช้เป็นพื้นที่ในการทบทวนการเรียนภาษาไปในตัว ใครที่สนใจก็สามารถติดตามได้ จะพยายามบันทึกไว้ทุกครั้ง

ไปถึงก็ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่าเราชื่อนี้นะ ได้รับข้อความให้มาเรียนที่นี่วันนี้ เค้าก็ถามเราว่าเราพอจะสื่อสารเป็นภาษานอร์เวย์ได้ไหม เราก็บอกว่าเราเข้าใจทุกอย่างที่พูดกัน เพราะบทสนทนาตั้งแต่แนะนำตัวเราใช้ภาษานอร์เวย์ 100% คุยกะเจ้าหน้าที่ จากนั้นเค้าเลยบอกว่างั้นมาเรียนกับเค้าก่อนวันนี้และถ้าคิดว่ามันเร็วไปค่อยเปลี่ยนไปเรียนกับคลาสอื่น สรุปเลยได้เรียนกะเจ้าหน้าที่คนที่เราคุยด้วยนั่นเอง ซึ่งต่อไปก็จะเป็นครูของเรา

เริ่มเรียนวันแรกครูก็ให้เขียนชื่อลงบนกระดาษแล้ววางไว้ที่ด้านหน้าของตัวเอง ซึ่งเป็นปกติของการเรียนที่นี่ เพราะครูและเพื่อนๆจะได้รู้ชื่อเรา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะจำชื่อกันได้ในวันเดียว วิธีนี้คือดีนะตอนที่ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยหลายวิชาก็ทำแบบนี้ในวันแรกๆ ครูก็แนะนำกะทุกๆคนว่าเรามาใหม่และให้เพื่อนๆทักทายเรา ที่เรียนเป็นห้องโถงค่อนข้างใหญ่ พวกเรานั่งล้อมวงเป็นตัว U เพื่อที่ทุกคนจะได้เห็นหน้ากันและเห็นครู ตอนที่เรียนที่โรงเรียนสอนภาษาเมื่อ7 ปีที่แล้วเค้าก็นั่งแบบนี้กันนะ คิดว่าเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนดีกว่านั่งเรียงเป็นแถวๆ

วันนี้เริ่มเรียนจากครูจะให้การ์ดคำถามกับทุกคนและทุกคนต้องตอบคำถามโดยให้จับคู่กันฟังคำตอบของแต่ละคน คำถามที่เราได้คือ Fortelle om leiligheten din แปลเป็นไทยคือให้บอกเกี่ยวกับสถานที่ ที่เราอยู่อาศัย จัดว่าเป็นคำถามที่ไม่ยากมากเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว คำถามทุกคำถามก็จะเป็นคำถามยอดฮิตที่ทุกคนจะได้เตรียมตัวตอนสอบวัดระดับภาษานอร์เวย์ คำตอบของเราคือ Jeg bor i en blokk på Lillo Terrasse. Det er mellom Storo og Nydalen. Det er 2 sover rom, en stor kjøkken, en stor stua men liten toalett. Vi har også stor Balkong. แปลได้ว่า ฉันอยู่ในแท่งๆที่ Lillo Terrasse  มันอยู่ระหว่าง Storo กับ Nydalen มันมีสองห้องนอน ห้องครัวใหญ่หนึ่งห้อง ห้องนั่งเล่นใหญ่หนึ่งห้องแต่ห้องน้ำเล็กๆหนึ่งห้อง เรามีระเบียงใหญ่ๆด้วยหนึ่งระเบียง จากคำตอบของเราครูก็ได้เสริมเป็นความรู้และอธิบายให้เพื่อนๆฟังด้วยว่า En blokk มันเป็นแบบไหนแล้วต่างจากแบบอื่นยังไง ที่นอร์เวย์เค้าจะมีชื่อเรียกที่อยู่อาศัยหลายแบบมาก นอกจากคำว่า Leilihet แล้วยังมีคำว่า Bolig ที่มีความหมายคล้ายๆกันคือหมายถึงที่อยู่อาศัย ยังมีคำอื่นที่บอกถึงลักษณะของที่ๆเราอยู่ว่าเป็นประเภทไหนอีกหลายคำด้วยกัน และอาจารย์ยกตัวอย่างว่ามีอีกอันที่มันจะเหมือน En Blokk คือลักษณะเป็นแท่งๆบ้านเราก็คล้ายๆอพาร์ทเม้นท์หรือคอนโดมีเนียม เรียกว่า Bygård ซึ่ง Bygård ก็คือ Blokk แต่เป็น  Blokkที่อยู่ในเมือง

จากนั้นครูให้เขียนตามคำบอก ประโยคสั้นๆแค่สามประโยค   วัตถุประสงค์คือครูบอกว่าเราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งของคำในประโยคได้โดยยังคงความหมายเช่นเดิม ประโยคที่เป็นตัวหนังสือสีแดงคือนำประโยคเดิมมาเรียงใหม่

Han hadde gjort leksene før de andre  kom.

Leksene hadde gjort før andre kom. 

Før andre kom han hadde gjort leksene.

Hun rakk bare så vidt flyet.

Flyet rakk hun bare så vidt

Øyvind fikk denne beskjeden i dag morges.

Denne beskjeden fikk Øyvind i dag morges.                                                                                 

I dag morges fikk Øyvind denne beskjeden.

Anne lånte pengene av foreldrene sine.

Pengene lånte hun av foreldrene sine.

Hun drå til Hønefoss i går

I går drå hun til Hønefoss

จากนั้นเขียนตามคำบอกอีกครั้ง ประมาณหนึ่งย่อหน้า

Ane og Bård reiser på besøke til familien. De må dra langt helt til Bergen. De bestemmer seg for å ta toget. Det er hyggelig å sitte å slappe av mens de ser by, land og fjell suse forbi.

จากนั้นมีคำสั่งให้ Lage teksten om til fortid. แปลว่าให้เปลี่ยนข้อความนี้เป็นอดีต  โดยการเปลี่ยนคำกริยาให้เป็นรูป Preteritum  (ตามตัวหนังสือสีแดง) 

Ane og Bård reiste på besøke til familien. De måtte dra langt helt til Bergen. De bestemte seg for å ta toget. Det var hyggelig å sitte å slappe av mens de ser by, land og fjell suse forbi.

หลังจากนั้นได้เปลี่ยนประโยค Preteritum ให้เป็น รูปแบบ fremtid (อนาคต) ตามตัวหนังสือสีแดง

27972662_10155023139891695_7977334005091468340_n

 

 

 

Naruedi@Gran Canaria,Spain November 2011

ต้องเรียกว่าสะดุดทริปจริงๆกับทริปนี้ เพราะกว่าจะได้มาก็มีเหตุมากมาย ตั้งแต่รอวีซ่าก็ปาเข้าไป 6เดือน เหมือนติดคุกในนอร์เวย์ยังไงยังงั้น เพราะไม่สามารถออกนอกประเทศได้เลย แต่ในที่สุดก็ได้วีซ่ามาครอง(แต่แค่ปีเดียวเองอ่ะ)

พอวีซ่าออกปุ๊บ สามีลางานทันที เพราะวันลาเหลือ 4สัปดาห์เต็มๆ ตอนแรกสองจิตสองใจเพราะอยากจะไปหาน้องสาวที่อังกฤษ เพราะไม่ได้เจอกันมา4 ปีแล้ว แต่สามีอยากไปสเปนเพราะอยากจะหนีหนาวไปเที่ยวในที่ๆมีแดด และอากาศอบอุ่น  แต่ไม่อยากจะขัดใจเมียเลยตามใจ ไปอังกฤษก็อังกฤษ(ไม่เต็มใจเท่าไหร่) เนื่องจากเราเป็นคนไทยถือพาสปอร์ตไทย ดังนั้นจะไปอังกฤษก็ต้องขอวีซ่า ในขณะนั้นยังสองจิตสองใจว่าจะไปสเปนหรืออังกฤษดี ใจนึงก็คิดว่าไม่เป็นไรขอวีซ่าไปก่อน ถ้าวีซ่าออกไม่ทันก็ไปสเปนแทน(หารู้ไม่ว่าหายนะมาเยือนแล้ว)

ก็เลยกรอกสมัครออนไลน์และนัดยื่นในวันถัดมา เพราะตอนยื่นยังไม่ได้เตรียมเอกสารอะไรสักอย่าง ในขณะนั้นมีเวลาประมาณ2 สัปดาห์กว่าๆ เพราะตัวเราเองต้องยื่นลาล่วงหน้า 2สัปดาห์เช่นกัน(ทำงานแล้วตอนนี้) จะถึงเวลานัดแล้ว สามีกำลังจะพิมพ์หลักฐานรายได้และการเสียภาษีอยู่เลย สรุปนั่งแท็กซี่ไปเกือบไม่ทัน ไปถึงค่าสมัครต้องจ่ายเป็นเงินสด ดันไม่มีเงินสดต้องเดินไปหาที่กดเงินอีก ดีที่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่เป็นไร แค่ให้กลับมาก่อนเที่ยง  สมัครวีซ่าเรียบร้อยเสียค่าธรรมเนียม 900โครน ก็ประมาณ4,800บาท สามีบ่นเล็กน้อยว่าทำไมเสียค่าธรรมเนียมแพงจัง แต่ในใจคิดว่า ใช่ซี้ฉันไม่ใช่คนนอร์เวย์นี่ ในใจตอนนั้นคิดว่ายังไงถ้าอยู่ครบ7ปีจะขอพาสปอร์ตนอร์เวย์แน่ๆ เพราะมันดูมีอภิสิทธิ์ยังไงไม่รู้ ไปได้หลายประเทศแบบไม่ต้องขอวีซ่า

รอมาเกือบอาทิตย์ยังไม่มีวี่แววก็เลยตัดสินใจตอนนั้นตัดสินใจไม่ไปแล้วอังกฤษประจวบกับน้องสาวอยู่ในช่วงกำลังโยกย้ายที่อยู่เลยจะเอาพาสปอร์ตคืนก็เลยจองตั๋ว จองโรงแรมที่สเปนเรียบร้อย ก็เหลือแต่ไปขอคืนพาสปอร์ตจากสถานฑูต ยอมเสียเงินค่าธรรมเนียมไปฟรีๆ ทีนี้ก็มาถึงหายนะทีว่าก็คือตอนไปยื่นขอวีซ่าเขาเอาพาสปอร์ตเราไปด้วย ถ้าผลวีซ่ายังไม่ออกเราก็ไม่มีทางได้พาสปอร์ตคืน หมายความว่าจะไปไหนก็ไม่ได้เพราะไม่มีพาสปอร์ต แบบว่าไม่ได้นึกถึงจุดนี้เลย คิดแค่ว่าวีซ่าออกไม่ทันก็ไม่ไป ไม่ได้นึกถึงพาสปอร์ตเลย ให้ตายสิโรบิน 😦 เซ็งจิตเลย สามีบ่นมากมายเพราะทุกอย่างจองไว้หมดแล้ว  แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคิดว่าไม่น่าจะยาก ของๆเราทำไมจะขอคืนไม่ได้

ดังนั้นก็เลยโทรไปถามสถานฑูตว่าจะขอพาสปอร์ตคืนได้ยังไง เจอข่าวร้ายอีกแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าตอนนี้พาสปอร์ตถูกส่งไปพิจารณาที่สต็อคโฮล์ม โอ้มายก๊อด!!!! หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่แนะนำให้เขียนอีเมลล์ไปถามฝ่ายอนุมัติวีซ่าว่าจะทำอย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่จะไม่รับโทรศัพท์  ก็เลยอีเมลล์ไปถามและอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงต้องการพาสปอร์ตคืน และถามว่าต้องทำอย่างไร เจ้าหน้าที่ตอบกลับอีเมลล์เร็วมาก ในวันนั้นเลยว่า ต้องเข้าไปที่เวปไซด์และยกเลิกใบสมัครโดยจะมีแบบฟอร์มให้เรากรอก หลังจากนั้นในแฟ็กซ์หรือสแกนส่งมาที่สถานฑูต ใช้เวลาดำเนินการ 5วันทำการ พาสปอร์ตจะถูกส่งกลับมาที่สถานฑูตในกรุงออสโล พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!!!! วันที่ดำเนินการวันศุกร์ จะเดินทางเสาร์หน้าแล้วจะทันมั๊ยเนี่ยยยยยยยย แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะไม่มีวิธีแล้ว เพราะซื้อตั๋ว จองโรงแรมไว้หมดแล้ว

มันเป็นอะไรที่ทรมานและลุ้นมากว่าพาสปอร์ตจะกลับมาทันเวลาหรือเปล่า แต่ในที่สุดบุญที่เคยทำมาบ้างในอดีตก็ส่งผลให้ได้รับข้อความจากสถานฑูตว่าให้ไปเอาพาสปอร์ตคืนได้แล้วตั้งแต่วันนี้ที่สถานฑูต เฮ้อออออออ!!!!! คำว่าโล่งอกมันเป็นอาการอย่างนี้นี่เอง

หลังจากได้พาสปอร์ตคืนแล้วก็พร้อมบินไปสเปนแล้วจ้าาาาาาาาาาาาาาาาาาา  ที่ๆเราจะไปกันเป็นเกาะที่ชื่อว่า กรานคาร์นาเรีย ( Gran Canaria) ความหมายดั้งเดิมก็คือ Island of Dogs นั่นเอง ที่นี่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับของของหมู่เกาะคานารี่ (Canary Islands)  ซึ่งตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติค ห่างจากทางตะวันเฉียงเหนือของชายหาดแอฟริกาแค่ 150 กิโลเมตร ทำให้อากาศที่นี่อบอุ่นเกือบทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20องศาในหน้าหนาว และประมาณ 26 องศาในหน้าร้อน ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจำนวนมากนิยมไปพักผ่อน เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการเดินทางไม่นานมาก (ประมาณ4-5  ชั่วโมง)

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ไปแบบปกติ เพราะสามีเช็คหาวิธีที่ระหยัดที่สุด(แต่อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด) โดยการนั่งรถบัสไปขึ้นเครื่องที่โกเทนเบิร์ก(ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง กับอีก30 นาที)แล้วนั่งเครื่องต่อไปที่ Gran Canaria  (ใช้เวลาประมาณ 5ชั่วโมง)

ถึงโกเทนเบิร์กประมาณตี4 รอขึ้นเครื่อง 7โมงเช้า สภาพก็อย่างที่เห็น ตาปรือออออมากกก

ลงจากเครื่องต้องมาต่อรถบัสเพื่อไปยังโรงแรมที่พัก ค่าโดยสารก็ 7 Euro (ประมาณ 280 บาท) ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงถึงที่พัก ห้องพักก็เป็นเหมือนอพาร์ทเม้นท์เล็กๆมีห้องครัวและห้องนั่งเล่นต่างหาก สามารถทำอาหารได้ด้วย มีแชมเปญต้อนรับหนึ่งขวด ดูรวมๆก็ประทับใจ

Kapittel 1 : Hva heter du?

Hei,Jeg heter……สวัสดี,ฉันชื่อ…….

Anne :  Hei! Jeg heter Anne. Hva heter du?

แปล       สวัสดี! ฉันชื่อ แอนเน่.คุณชื่ออะไร?

Pablo:  Jeg heter Pablo.

แปล       ฉันชื่อ พลาโบ.

Anne :  Hvor kommer du fra?

แปล        เธอมาจากที่ไหน?

Pablo:  Jeg kommer fra La Paz i Bolivia

แปล       ฉันมาจากเมือง ลาปาส ประเทศ โบลิเวีย

Anne :  Jeg komer fra Ålesund.

แปล        ฉันมาจากเมือง โอเลซุน.(กรณีที่มาจากเมืองอื่นๆในประเทศนอร์เวย์ จะบอกแค่ชื่อเมืองเฉยๆ)

 Summendrag บทสรุปย่อ

Hun heter Anne og  kommer fra Ålesund.

หล่อนชื่อแอนเน่ และมาจากเมืองโอเลซุน

Han heter Pablo og er fra Bolivia.

เขาชื่อพลาโบ และมาจากประเทศ โบลิเวีย

ในห้องเรียนอาจารย์จะให้จับคู่และ เปลี่ยนกันถาม-ตอบกับเพื่อนที่นั่งข้างๆกัน ในห้องเรียนจะจัดโต๊ะเรียนเป็รูปตัวU เพราะฉะนั้นทุกคนจะเห็นหน้ากันหมดเลย ฝึกเสร็จแล้วจากนั้นอาจารย์ก็ให้ทุกคนแนะนำตัว โดยบอกว่าตัวเองชื่ออะไร มาจากที่ไหน ซึ่งนอกจากจะเป็นการฝึกฝนแล้วยังเป็นการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ไปในตัวด้วย ในห้องที่เราเรียนเราเป็นคนไทยคนเดียวก็เลยโชคดีที่เวลาผิดก็ไม่รู้สึกอายใคร ^^

คำถามที่ใช้ฝึกถามกันได้แก่

Hva heter han? เขาชื่ออะไร?

Hva heter hun? หล่อนชื่ออะไร

Hva heter du? คุณชื่ออะไร?

Hvor kommer Pablo fra? พลาโบมาจากที่ไหน?

Hvor kommer Anne fra? แอนเน่มาจากที่ไหน?

Hvor kommer du fra? คุณมาจากที่ไหน?