กว่าจะจบปริญญาตรีที่นอร์เวย์ #ตอนที่1

ในชีวิตไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้ แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าเราทำได้ เราทำได้ พูดตามสามครั้งค่ะ เราทำได้ เราทำได้ เราทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำได้ใครๆก็ทำได้ค่ะ

ย้อนไปถึงวันที่ได้พบกับแรงบันดาลใจในการตัดสินใจมาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีที่นอร์เวย์ ซึ่งไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะทำได้ ไม่เคยอยู่ในหัวเลยว่าจะทำ 29 กรกฎาคม 2012 น้องจี กนกนภัส สุขสงได้นัดมาเจอกันที่สวนหินเพื่อจะให้สอนถ่ายภาพ ซึ่งก็ไม่รู้จะสอนได้เปล่าเพราะตัวเองก็ไม่ได้มีความรู้อะไร เพียงแต่ชอบถ่าย แต่ก็มาเจอกันแหละกะว่าจะสอนๆแบบง่ายๆ สอนแบบที่เราทำ แต่วันนั้นพูดเลยว่าเป็นวันเปลี่ยนชีวิตเราเลยนะ เปลี่ยนยังไงเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง วันนั้นน้องมีฮานามิมาฝากด้วย ฮานามิข้าวเกรียบรวยเพื่อน ไม่ได้ความจำดีขนาดจะจำวันที่และรายละเอียดได้แม่นขนาดนั้น พอดีมันมีภาพถ่ายอยู่อ่ะนะ คริ คริ

ระหว่างที่สอนถ่ายภาพไป เราก็คุยกันในเรื่องทั่วๆไป เรื่องอนาคตเรื่องชีวิตในนอร์เวย์ นู่นนี่นั่น น้องจีขณะนั้นถ้าจำไม่ผิดเพิ่งจบปริญญาโทจาก BI Norwegian Business school และได้งานในบริษัทชิปปิ้งแห่งหนึ่ง จีบอกว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จมันมีอยู่หลายทาง และเรารู้ว่ามันมีทางลัดอยู่จีว่าเราไม่ต้องไปทางตรงก็ได้นะ จีเล่าจากประสบการณ์ตัวเองว่าพบเจออะไรบ้างและชักชวนให้ไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยที่นอร์เวย์เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตที่นอร์เวย์ ตอนนั้นรู้สึกว่าก็รับปากไปแบบไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ กล้าๆกลัวๆเพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำได้ เพราะจริงๆแล้วลาร์สสนับสนุนและบอกให้ไปเรียนที่นี่ตั้งแต่ย้ายมาใหม่ๆ แต่พอเปิดเวปไซด์ของมหาลัยก็งงเป็นไก่ตาแตก อ่านไม่ออก มึนหัวเลยเพราะเป็นอังกฤษล้วนๆ ดังนั้นในใจก็ยังลังเลว่าจะได้เหรอ แต่ตอนคุยกับจีนั้นคือเต็มร้อยมาก เรียนแน่ สมัครแน่ จีบอกว่าเหล็กต้องตีตอนร้อนๆถ้าพี่ไม่ทำตอนนี้ปีหน้าพี่ก็อาจจะไม่มีความอยากแล้วก็ได้ กลับมาถึงเล่าให้ลาร์สฟัง ลารสช่วยเขียน Motivation Letter เดี๋ยวนั้นเลยจ้า ร้อนกว่าเหล็กก็พี่ลาร์สนี่ละ พอกลับถึงบ้านนึกออกป่ะว่าจากเต็มร้อยมันก็ลดลงเรื่อยๆเพราะความที่กลัว และคิดว่าตัวเองไม่พร้อม ตัวเองทำไม่ได้หรอก แต่เพราะรับปากจีไปแล้วก็เลยต้องทำ เอาจริงๆคือรู้สึกเหมือนโดนบังคับด้วยตอนนั้นเพราะใจมันไม่ค่อยสู้ คิดในใจว่าขอให้เค้าปฏิเสธมาแล้วกันจะได้พูดได้ว่าลองแล้วมันไม่ได้ ตอนนั้นคือยังไม่มีผลสอบภาษาอังกฤษเลย แต่ก็เดินหน้าสมัคร ไปคุยกับเจ้าหน้าที่ถึงBI เลย สอบถามและส่งใบสมัคร ผลปรากฏว่าเค้ารับให้เข้าเรียนระดับปริญญาตรี หลักสูตร3 ปี ในสาขาวิชา Shipping Management (ที่นอร์เวย์จะเรียน3ปี เนื่องจากว่าช่วงประถมถึงมอปลายของเค้าจะเรียนมากกว่าเราหนึ่งปี แต่รวมแล้วตั้งแต่ประถมจนจบมหาวิทยาลัยใช้เวลา 16ปีเท่ากัน) โดยมีเงื่อนไขว่าต้องสอบวัดระดับภาษาอังกฤษให้ผ่านเงื่อนไขจึงจะสมบูรณ์ กรี๊ดดดดดดไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งหลังจากจบมา15ปี นึกออกป่ะว่าประมาณไปเรียนกะลูกๆอ่ะ ตอนนั้นอายุย่าง37 ปีแล้ว จะหลักสี่แล้วจ้า

เทิอมแรกเรียนไปทั้งหมด5 วิชา ในระหว่างนี้ก็ต้องไปสอบวัดระดับภาษาให้ผ่านตามเกณฑ์ให้ได้ วิชาแรกที่เจอคือคณิตศาสตร์ วิชาที่เกลียดมาก เพราะเรียนไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจเลย แต่แปลกใจมากที่วันนั้นเข้าใจทุกสิ่งที่อาจารย์สอนเลย สามารถแก้สมการได้ งงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมทำได้ แล้วเมื่อก่อนทำไมทำไม่ได้ รู้สึกว่ามันง่ายเพราะเข้าใจ ทุกวิชาในห้องเรียนเข้าใจทุกเรื่องที่ครูสอนแต่จำอะไรไม่ได้เลย รู้เลยว่าปัญหาของเราคือการอ่านและการเขียน อ่านหนังสือช้ามาก เขียนรายงานก็เขียนไม่ออก ต้องส่งรายงานเพื่อมีสิทธิ์สอบอย่างน้อย5 หน้า  กว่าจะเขียนได้คือแทบตาย แทบตายจริงๆแต่วิชานั้นได้ C เป็นวิชาที่เด็กปี1ทุกคนกลัว ชื่อวิชาว่า The  firm ในห้องเรียนก็จะสนิทกับคนเอเซียด้วยกัน มาจากเวียดนาม ฟิลิปินส์ และเกาหลี มีคนต่างชาติบ้างคนนอร์ชบ้างแต่ไม่มาก คนเวียดนามสนิทกันจนถึงทุกวันนี้ นางเป็นคนมีน้ำใจ ไม่เข้าใจอะไรก็ถามนางได้ทุกวิชา

ผ่านไปหนึ่งเทิอม ผลสอบออกมาได้ Aหนึ่งวิชาคือวิชาคณิตศาสตร์ คือตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพร้อมเท่ากับการสอบครั้งนี้มาก่อน แล้วก็ได้เกรดออกมาอย่างที่ตั้งใจ ปลื้มมาก และวิชาอื่นๆก็ผ่านทั้งหมดทุกวิชาเฉลี่ยคือได้ B เลยนะ แต่สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ (TOEFL) สอบไปสองรอบยังได้คะแนนไม่ถึงเกณฑ์ ได้แค่61 เต็ม 120 ในขณะที่ BI ต้องการ 78 คะแนน ทำให้ไม่ได้ไปต่อค่ะ ตอนนั้นยอมรับว่าโกรธมาก เพราะถ้าไม่รับเข้ามาเรียนตั้งแต่แรกมันเข้าใจได้ว่าเอกสารไม่ครบแต่นี่ผลการเรียนมันก็พิสูจน์แล้วว่าเรียนได้นะ เกรดก็ไม่แย่ด้วยทำไมเรียนต่อไม่ได้ ทำให้ต้องหยุดเรียนไปหนึ่งเทิอมเพื่อสอบวัดระดับให้ผ่านแล้วจึงกลับมาเรียนใหม่อีกครั้ง

และปรากฏว่าโรงเรียนได้เปลี่ยนหลักสูตรไปแล้ว ไม่มีสาขาที่เราเรียนแล้ว ตอนนี้คือยุบเป็นสาขาเดียวแต่สามารถไปเลือกวิชาเอกได้ตอนปีสาม กลับมาเรียนรอบนี้หลักสูตรเราก็จะงงๆกว่าเพื่อนเพราะหายไปหนึ่ง  เทิอม เพื่อนๆที่เรียนด้วยกันตอนนี้ขึ้นปีสองเทิอมหนึ่งแล้ว จริงๆแล้วเราไม่สามารถมาเรียนกับเพื่อนๆได้เพราะวิชาที่จะเรียนในปีสองนี้จะต้องผ่านบางวิชาที่เรียนในเทิอมสองแต่อาจจะเพราะเราได้เลขเกรดเอเค้าเลยให้มาเรียนพร้อมเพื่อนๆในปีสองแบบงงๆ ด้วยความที่เราไม่ได้เรียนเลขในเทิอมสองทำให้บางวิชาเช่นเศรษฐศาสตร์จุลภาค ซึ่งมีคำนวณมากมายนั้นเรียนยากมาก เรื่องวุ่นวายยังไม่จบเท่านี้ เพราะว่าในช่วงที่กลับมาเรียนนี้ดิฉันท้องค่ะ เรียนไปด้วยท้องไปด้วย เป็นคุณแม่วัยใสท้องในวัยเรียน อุ้มท้องไปสอบเลยทีเดียวฮ่าๆๆๆๆๆ ทำให้ต้องหยุดเรียนไปอีกหนึ่งปี

กลับมารอบนี้หลังจากที่คลอดชลิตาออกมาแล้วก็กลับมาเรียนอีกรอบ ตอนนี้เพื่อนๆที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่ปีแรกเรียนอยู่ปีสุดท้าย เทิอมสุดท้ายแล้ว ส่วนเราต้องมาเป็นเด็กปีหนึ่ง เทิอมสอง ต้องมาเก็บวิชาที่ขาดไปในปีแรก

ใช้เวลาเรียนตั้งแต่ครั้งแรกจนจบหลักสูตร 5 ปีกว่าๆ นานกว่าใครเพื่อนและระหว่างทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ อุปสรรคต่างๆรุมเร้าเข้ามาพิสูจน์ความอดทนของเรา แต่สุดท้ายเราก็เรียนจบหลักสูตรปริญญาตรีที่นอร์เวย์ด้วยผลการเรียนที่ไม่ดีมากนักแต่เราภูมิใจที่สุด อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์เราทำได้ โปรดติดตามตอนต่อไป กับชีวิตนักเรียนแม่ลูกอ่อน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s